[hamradio-list] =?windows-874?b?xdjC4aHpIqHBLsrX6M3K0sMiysPp0qfhv8Ps4KHBIKqnw9GwutLFtdHp?==?windows-874?b?pyA5IM3Dy9G5tewiocq3qi4iICjkwejD2emo0MHVvMWh0bqh0sO8xdGh?==?windows-874?b?tNG54MPX6M2nx9S3wtjKwdGkw+DF6LnB0qG56c3C4aTo5Mu5KQ==?=

  • From: "e20gmy - Phot Sripanich" <e20gmy@xxxxxxxxxxx>
  • To: "Ham radio mailing list" <hamradio-list@xxxxxxxxxxxxx>
  • Date: Thu, 3 May 2007 09:21:39 +0700

นับถอยหลังอรหันต์ "กทช." คณะอนุกรรมาธิ การสื่อสารสรุปเรื่องเสนอ สนช. แก้ 
กม.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ยุบ "กสช.-กทช." เป็น "กสทช. "องค์กรเดียวให้ "รัฐบาล" 
เป็นผู้แต่งตั้ง "9 กสทช." พร้อมให้สิทธิตรวจสอบ- ประเมินผล-ถอดถอนจากตำแหน่งได้ 
แยกอำนาจการกำหนด "นโยบาย" ออกจากการกำกับดูแล ทั้งเสนอแก้ 
กม.ให้สิทธิผู้รับสัมปทานมีสิทธิ-หน้าที่ในการเชื่อมต่อโครงข่าย 

รายงานข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสาร
 คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร 
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แจ้งว่า ที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 
เมษายนที่ผ่านมาได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับปรุงและแก้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความ 
ถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 
โดยเสนอให้มีองค์กรกำกับด้านโทรคมนาคม และกิจการวิทยุ โทรทัศน์เพียงองค์กรเดียว 

ซึ่งอาจใช้ชื่อว่า "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ 
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" (กสทช.) และอาจกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยุ 
โทรทัศน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมในสัดส่วนใกล้เคียงกัน 

เช่น กสทช.อาจประกอบด้วยกรรมการ 9 คนได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญกิจการวิทยุ โทรทัศน์ 2 คน 
(ในอนาคตอาจกำหนดให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา), ผู้เชี่ยวชาญกิจการโทรคมนาคม 2 
คน (ในอนาคตอาจกำหนดให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครงข่าย) 

กรรมการที่เหลืออีก 5 คนคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ 
บัญชีและการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค การศึกษา กิจการท้องถิ่น วัฒนธรรม 
และความมั่นคง 

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการมีวาระในการดำรงตำแหน่งครั้งละ 5 ปี 
และให้มีการเหลื่อมวาระกันของกรรมการเช่นเดียวกับในกฎหมายเดียว

นอกจากนี้ ควรตั้ง "คณะกรรมการกำกับดูแลเนื้อหา" (Content Board) คล้ายกับของ 
"OFCOM" ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อวิทยุ โทรทัศน์ 
และโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร โดยอาจมีสมาชิกมากกว่า กสทช.เช่น อาจมีกรรมการ 11 คน 
จากผู้แทนประชาชนในภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวางจากการแต่งตั้งโดย กสทช. 
และในจำนวนนี้มีกรรมการ กสทช.ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกิจการวิทยุ โทรทัศน์ 2 
คนเป็นกรรมการโดยตำแหน่งด้วย และกำหนดให้ 
กสทช.มอบอำนาจในการกำกับดูแลเนื้อหาให้คณะกรรมการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่า ควรแก้ไขอำนาจหน้าที่ของ กสช.ใน ม.23 
(1) และอำนาจหน้าที่ของ กทช.ใน ม.51 (1) เป็น 
"กำหนดนโยบายในการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 
จัดทำแผนความถี่วิทยุ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ 
และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่สอด 
คล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 
และนโยบายในระดับชาติของรัฐบาลที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา"

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ 
คณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และการสื่อสาร 
อธิบายเพิ่มเติมว่า กฎหมายเดิมระบุให้ 
กทช.มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนต่างๆ 
ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้น 
แต่ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการได้เพิ่มเติมด้วยว่า การจัดทำแผนขององค์กรใหม่คือ 
กสทช.ต้องให้สอด คล้องกับนโยบายของชาติ ซึ่งหมายถึงนโยบายของรัฐบาลด้วย 
ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นผู้กำหนดนโยบายขณะที่ กสทช.จะเป็นผู้กำกับดูแลตลาด 
หรือกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเท่านั้น

สำหรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ "กสทช." นั้น คณะอนุกรรมาธิการมีข้อสรุปว่า 
เพื่อให้กระบวนการสรรหากระชับ รวดเร็ว และโปร่งใส 
เกิดความพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน 
คือการกำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะกรรมการให้วุฒิสภาหรือรัฐสภารับรอง 
โดยให้รัฐบาลขอความเห็น 
และคำปรึกษาจากภาคประชาชนผ่านทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) 
ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและความเห็นจากประชาชนต่อรายชื่อคณะกรรมการกสทช.ที่รัฐบาลนำเสนอ

และตามรูปแบบนี้ "กสทช." จะเป็นหน่วยงานอิสระที่มีที่มาจากรัฐบาลและรัฐสภา 
และมีความพร้อมรับผิดต่อรัฐบาลและรัฐสภา 
ขณะเดียวกันอาจกำหนดในบทเฉพาะกาลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดแรก
 (กสทช.) โดยในระหว่างนี้คณะกรรมการชุดเดิม (กทช.) 
ทำหน้าที่ไปก่อนที่จะมีการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่

นอกจากนี้ 
คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าควรให้วุฒิสภาหรือรัฐสภาแล้วแต่กรณีเป็นผู้ทำหน้าที่ประเมินผล
 และมีอำนาจถอดถอนคณะกรรมการตามหลักการที่ว่า 
ผู้คัดเลือกควรเป็นผู้ประเมินผลและถอดถอน 
โดยการถอดถอนควรทำได้ง่ายกว่าขั้นตอนที่มีอยู่ในกฎหมายปัจจุบันเช่น 
ใช้ผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงานที่แถลงต่อวุฒิสภาหรือรัฐสภา 
โดยแผนดังกล่าวต้องสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนโยบายระดับชาติของรัฐบาล 
และให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเช่น 20,000 
คนเข้าชื่อกันเพื่อเสนอวุฒิสภาหรือรัฐสภาให้ถอดถอนคณะกรรมการได้ 

"การประเมินผลและถอดถอนโดยรัฐสภา 
หรือวุฒิสภาน่าจะเป็นกลไกที่เข้ามาช่วยลดความกังวลต่างๆ ลงไปได้ 
ทั้งในกรณีที่กังวลกันว่า กสทช.จะมีอำนาจมากเกินไป 
หรือกังวลว่าอาจโดนครอบงำโดยกลุ่มทุน 
นอกจากนี้ยังมีการวางกลไกเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของ กสทช.ไว้ด้วยเช่น 
ต้องเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ต่อสาธารณะเกี่ยวกับใบอนุญาต, การดำเนินการเช่น 
งบประมาณและการใช้จ่ายงบฯในรายการต่างๆ การจัดซื้อจัดจ้าง 
และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการและผู้บริโภค"

คณะอนุกรรมาธิการยังเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายโดยกำหนดอย่างชัดเจนให้ผู้รับสัมปทานที่โอนกรรมสิทธิ์ในโครงข่ายของตนแก่รัฐ
 มีสิทธิและหน้าที่ในการเชื่อมต่อโครงข่าย 
ควรกำหนดให้การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายต้องอ้างอิงจากต้นทุนด้วย 
แม้การแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวของกฎหมายจะทำให้รัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ 
บมจ.ทีโอทีเสียประโยชน์ ขณะที่ กสทฯ และเอกชนได้ประโยชน์ 
แต่จุดประสงค์ในการแก้กฎหมายคือ 
มุ่งสร้างระบบการเชื่อมโยงโครงข่ายที่เอื้อต่อการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด

และเสนอให้โอนอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้รับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐให้ กทช.หรือ 
กสทช.อย่างชัดเจน 
โดยให้หน่วยงานผู้ให้สัมปทานมีอำนาจหน้าที่เฉพาะการตรวจสอบการปฏิบัติสัญญาของผู้รับสัมปทาน
 เพื่อรักษาผลประโยชน์ตามสัญญาเท่านั้น 

แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีรายละเอียดที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของกฎหมายกับเงื่อนไขของสัญญาสัมปทาน
 จึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายเฉพาะส่วนที่ชัดเจนที่สุด 
คือการกำหนดราคาค่าบริการโดยให้โอนอำนาจในการกำกับดูแลราคาจากหน่วยงานรับที่ให้สัมปทานมายัง
 กทช. หรือ กสทช. 
ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการไม่มีจุดประสงค์ในการยกเลิกระบบสัมปทานที่มีอยู่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ 
คณะอนุกรรมาธิการยังเสนอให้การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ของ 
กสทช.โดยมุ่งไปยังการกำหนดให้ 
กสทช.ประกาศย่านความถี่ที่ประชาชนสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตให้ทราบทั่วกัน 
และให้แก้กฎหมายเพื่อกำหนดกระบวนการให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อ 
กสทช.เพื่อขอให้ย่านความถี่ใดเป็นย่านที่ใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต 
โดยกำหนดทั้งหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องและกรอบเวลาที่จะใช้ในการพิจารณาอนุมัติด้วย

ทั้งนี้ ดร.สมเกียรติยังกล่าวอีกว่า 
คณะอนุกรรมาธิการจะจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายโทรคมนา คมต่างๆ 
ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเสนอให้ สนช.พิจารณาต่อไป 
ซึ่งคาดว่าขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล 
แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการยุบรวม กทช.และ กสช. 
เพราะหากแยกกันอาจทำให้การดำเนินการต่างๆ ล่าช้า เช่นอะไรที่ไม่อยากทำ 
เช่นเรื่องคอนเทนต์ก็อาจไม่มีใครรับผิดชอบ 
หรือเนื้องานบางอย่างทั้งคู่อาจต่างต้องการเข้ามากำกับดูแลก็อาจทับซ้อนกันทำให้ยืดเยื้อ
 เพราะต้องตีความอีกว่างานส่วนใดในความรับผิดชอบของใคร 
เนื่องจากเทคโนโลยีโทรคมนาคมและแพร่ภาพกระจายเสียงในปัจจุบันมีการหลอมรวมกันจนแยกไม่ออกแล้ว
 

"ปัญหาใหญ่สุดของโทรคมนาคมในขณะนี้คือ เวลา เราต้องการความเร็ว 
ถ้าล่าช้าจะเสียหายมาก การรวมกันจึงดีกว่าแยกกัน 
แต่กระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการขององค์กรใหม่ควรยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เข้ามานั่งเป็นกรรมการได้
 เพราะถ้ากังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมากเกินไป เราก็จะได้แต่ข้าราชการเกษียณอายุ 
หรือใกล้เกษียณแล้วเข้ามาเป็น 
ทั้งควรมีฝ่ายตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจขององค์กรกำกับดูแลด้วย"

ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 
(เอไอเอส) แสดงความเห็นว่า 
การรวมหรือไม่รวมองค์กรกำกับดูแลสำหรับตนไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเท่ากับกระบวนการในการสรรหา
 ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมการกำกับดูแล 
นอกจากนี้คณะกรรมการยังคงต้องเข้าใจบริบทของการทำธุรกิจด้วย 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3893 
(3093)

Other related posts:

  • » [hamradio-list] =?windows-874?b?xdjC4aHpIqHBLsrX6M3K0sMiysPp0qfhv8Ps4KHBIKqnw9GwutLFtdHp?==?windows-874?b?pyA5IM3Dy9G5tewiocq3qi4iICjkwejD2emo0MHVvMWh0bqh0sO8xdGh?==?windows-874?b?tNG54MPX6M2nx9S3wtjKwdGkw+DF6LnB0qG56c3C4aTo5Mu5KQ==?=